หลังจากงาน
a day BIKE FEST 2012 เมื่อวันที่ 22-25 พฤศจิกายน ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ...มันทำให้ผมเห็นอะไรบางอย่าง แม้ว่าจะเป็นเพียงภาพประชากรส่วนหนึ่งที่หลงรักการปั่นจนเข้าน่อง หรือว่าเพิ่งจะจดๆ จ้องๆ เริ่มสนใจในจักรยาน ไม่ใช่คนในเมืองใหญ่นี้ทั้งหมด ...แต่ดูจากจำนวนผู้เข้าร่วมงานและสนใจ ผมขอบอกเลยว่า
'มีความหวังขึ้นอีกเยอะ'
กับการที่ทางกรุงเทพมหานครตั้งเป้าไว้ว่า อันตัวฉันจะเป็นเมืองจักรยาน ซึ่งเป็นคำประกาศที่ฟังดูมั่นใจมาก มากจนถึงขั้นเป็น Mission Impossible เลยก็ว่าได้ เพราะถ้าคิดเป็นจำนวน % ประชากรต่อหัวทั้งหมด คนที่ชอบหรือใช้จักรยานในการเดินทางเป็นประจำก็ถือว่ายังน้อย ...น้อยมาก ถ้าเทียบกับรถที่ติดกันระเบิดระเบ้อบนถนนใหญ่
แต่หลังจากเห็นคนที่มาร่วมงานใน Bike Fest 2012
ผมก็พบว่ามันน่าจะมีทางเป็นไปได้แน่นอน...
เรียกว่ามีความหวังเรืองรองเลยก็ว่าได้
ซึ่งไอ้ความรู้สึกที่ว่า 'เป็นไปได้ยาก' มันยังคงมีอยู่ อคติหลายอย่างก็ยังคงมี แต่มันก็เริ่มจางลงไป เพราะอย่างน้อยไอ้คำที่ว่า
'ไม่มีทางเป็นไปได้' ก็เริ่มถูกทำลายลงไปแล้ว ณ จุดนี้...
ก็เหมือนกับการหว่านเมล็ด ก่อนหน้าจะมี
Bike Fest 2012 ...ก็ได้มีคนหว่านเมล็ดไว้เยอะแล้ว ไม่ว่าจะ
Thaimtb.com หรือชุมชนจักรยานอื่นๆ ทั้งจักรยานโบราณ จักรยานเสือหมอบ จักรยานทัวร์ริ่ง และอีกสารพัดชุมชนคนปั่นจักรยาน ทั้งที่ปั่นกันในเมืองและหาเรื่องออกตะลุยถิ่นทุรกันดาร ทั้งที่นัดพบกันอินเตอร์เนตหรือว่านัดเจอกันที่วัดข้างหมู่บ้าน
เมล็ดพันธุ์ทั้งหมดได้ถูกหว่านไว้นานแล้ว ที่เหลือมันก็แค่เริ่มแพร่กระจาย งอกเงย จากนั้นก็รวมกลุ่มก้อนกัน และเริ่มจัดการสร้างระบบนิเวศน์ใหม่ด้วยตัวของมันเอง...
ปัญหาทั้งหลายในจุดเริ่มต้นของการปั่นจักรยานในเมืองใหญ่นั้นย่อมมีอยู่ ที่โคตรจะ Basic เหมือนหลักสูตร
A B C เลยก็คือ
เรื่องเส้นทาง, ความปลอดภัย และ
การลักขโมย ซึ่งประเทศเราจะต่างกับประเทศอื่นหน่อย ตรงที่
จักรยานมาก่อนทางจักรยาน (แปลกเนอะ) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าไม่ออกมาขี่ให้เห็นกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหรือจะยอมเปลี่ยนแปลง
(พูดตามสภาพการณ์จริง การนั่งรอให้เขาสร้่างทางก่อน แล้วเราค่อยออกมาปั่น มันเป็นเพียงความฝันสำหรับบ้านนี้เมืองนี้) แต่เมื่อชุดระบบความคิดใหม่เริ่มแพร่กระจายขึ้นด้วยการเปลี่ยนที่ตัวเอง หลายคนจะเริ่มเปลี่ยนความคิด เมื่อพบว่าการปั่นจักรยานสามารถทำได้จริงบนถนน และก็มียอดคนตายน้อยกว่าการซ้อนมอเตอร์ไซค์แล้วโดนรถชน
อคติจะเริ่มเจือจางลง คนจะหันมาใช้เยอะขึ้น และเมื่อมีคนใช้เยอะขึ้น จักรยานก็อาจหายมากขึ้น จากนั้นความปลอดภัยก็จะเริ่มถูกใส่ใจอย่างจริงจังตามมา และเมื่อจักรยานเยอะขึ้นจนถึงระดับที่ทุกครัวเรือนก็มีใช้
ที่ว่าจะเป็นเมืองจักรยานอะไรนั่นก็จะไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป เพราะจักรยานเป็นยานพาหนะที่เกือบทุกคนสามารถเข้าถึงได้
ไม่ต้องดาวน์ ไม่ต้องผ่อน ไม่ต้องเข้าไฟแนนซ์
เพราะคนที่มีเงินเก็บแค่หลักพันต้นๆ ก็สามารถมีจักรยานเป็นของตัวเองได้แล้ว
ซึ่งผมจะไม่พูดถึงเรื่องสุขภาพ ความประหยัด ความสะดวกอะไร...
เพราะอันนี้ใครๆ เค้าก็พูดไปแล้ว ขี้เกียจจะมาสะกดจิตกันซ้ำสอง (ฮา)
แต่ที่ยากที่สุดก่อนที่จะเจอปัญหาพวกนั้นมันคือ
การเปลี่ยน ถามว่าเปลี่ยนที่ไหน? ภาครัฐ? กรุงเทพมหานคร? ผู้ว่าฯ? กรมโยธาผังเมือง? หรือ กรมการขนส่ง? ...ไม่ใช่หรอก ที่มันจะเปลี่ยนยากที่สุด
ก็ตรงที่เราต้องเปลี่ยนความคิดตัวเองนี่แหละ...
เพราะก่อนหน้านี้ผมกลัว กลัวการขี่จักรยานในกรุงเทพมาก เรียกว่ากลัวจนอุจาระขึ้นสมอง ผมกลัวจะโดนรถทับตาย แต่ผมก็ลองซื้อจักรยานมาใช้คันหนึ่ง เพราะอยากออกกำลังและลองทดสอบการลดค่าใช้จ่าย (เรียกว่าซื้อเพราะความงกล้วนๆ - ฮา) มันเป็นจักรยานญี่ปุ่นสีบลอนซ์ ธรรมดาๆ ราคาไม่แพง และผมก็ลองปั่นไปทำงานทุกวันมาตลอด 1 เดือน ก็มีเหตุการณ์เสี่ยงภัยพอให้เสียวลำไส้เล็กกันไปบ้าง แต่ก็ยังไม่ตาย และค้นพบว่าการซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไปทำงานทุกวัน เสี่ยงตายกว่าปั่นจักรยานไปเองในอัตราต่อรองกับยมบาลที่ 7 ต่อ 3
ทุกอย่างกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี...
เมล็ดพันธุ์ด้านดีๆ เกี่ยวกับจักรยานผุดขึ้นเต็มหัวไปหมด
(ผมถึงกับกำลังเตรียมตัวจะเสนอเนื้อเรื่องและตัวละคร ที่ตัวเองคิดและวาดให้สำนักพิมพ์ เพื่อขอเขียนการ์ตูนซีรีย์เกี่ยวกับจักรยานกันเลยทีเดียว) แต่เมล็ดพันธุ์ที่ว่านั้นก็ยังไม่ทันท่าจะได้หยั่งรากลึก...
...1 เดือนให้หลัง
จักรยานผมถูกขโมย ตรงสถานี BTS เอกมัย ผมล็อครถไว้กับเสาแต่ก็โดนคีมมาตัด ตำรวจเองก็ช่วยอะไรไม่ได้ ถามใครแถวนั้นเค้าก็ไม่เห็น กล้องของสถานี BTS ก็ถ่ายไม่ติด ...
นี่กูโดนโจรหรือมนุษย์ล่องหนฉกรถไปก็ไม่ทราบ? ดังนั้นที่ทำได้ก็คือดิ้นรนค้นหาหนทางเอาจักรยานตัวเองคืน เท่าที่คนๆ หนึ่งจะพึงทำ แต่สุดท้ายผมก็ได้แต่ทำใจ
เมล็ดพันธุ์แห่งอคติก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง...
แต่เมื่อมาคิดดูดีๆ อีกที ถึงโจรมันผิดก็จริง
แต่ผมก็พลาดด้วยเพราะประมาทและชะล่าใจเอง
ถึงตอนนี้ยังทำใจไม่ได้ แต่อนาคตมันเป็นสิ่งไม่แน่นอน ซึ่งถ้าผมหายช้ำใจแล้ว รอบหน้าฟ้าใหม่ก็คงจะไม่ประมาท ดังนั้นอย่างน้อยของที่หายไปมันก็ไม่ได้หายไปสูญเปล่า มันเป็นเพียงคาบเรียนวิชาการรักษาของและความไม่ชะล่าใจ 101 ...ที่มีค่าลงทะเบียนเรียนเป็นจักรยาน 1 คันถ้วน
เมื่อคิดได้แบบนั้น ก็พบว่ายังไม่ควรจะถึงกับสูญสิ้นความหวังที่มีต่อจักรยาน เพราะเมื่อมาคิดดู รถราทุกชนิดบนโลกมีสิทธิ์โดนขโมยได้เท่าๆ กัน ถ้าโจรจัญไรมันคิดจะเอาไป ดังนั้นถ้าแค่จักรยานหาย แล้วถึงกับท้อแท้หมดอาลัย แล้วเลิกคิดที่จะขี่จักรยานไป ก็ดูจะเป็นการทำลายความหวังในชีวิตตัวเองกันเกินไปหน่อยล่ะมั้ง?
ซึ่งตอนนี้ผมก็ยังคงติดตามและเฝ้ารอดูต่อไป...
ว่าน้องกรุงเทพแกจะโตขึ้นเป็นเมืองจักรยานที่ดีได้หรือไม่?
จะเป็นมิตรกับคนใช้จักรยานแบบรุ่นพี่ อัมสเตอร์ดัม, โคเปนเฮเกน หรือ โบโกตา ได้รึเปล่า?
แต่ที่แน่ๆ และเน้นๆ เอาเท่าที่มองตอนนี้ ผมว่าแกเป็นเด็กที่เริ่มจะมีอนาคตที่สดใส
ที่เหลือก็แค่อยากให้ผู้ใหญ่ ใจดี สปอร์ต กทม. ช่วยสนับสนุนอีกนิดหน่อยก็พอ...