Popular Post

ตัวอย่างล่าสุดของ Kotonoha no Niwa 『言の葉の庭』จาก มาโคโตะ ชินไค


เตรียมตัวบ่อน้ำตาแตกกันอีกครั้ง กับภาพยนตร์เรื่องใหม่ Kotonoha no Niwa 『言の葉の庭』จาก มาโคโตะ ชินไค ที่ส่งตัวอย่างล่าสุดมาให้ดูกันแล้ว พร้อมงานภาพอันเป็นเอกลักษณ์ และฉากหลังที่อลังการงานสร้างเหมือนเคย




โดย Kotonoha no Niwa เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กม.ปลายอย่าง 'ทาคาโอะ' ที่กำลังฝึกฝนอยากเป็นช่างทำรองเท้า ที่ได้พบกับหญิงสาวลึกลับผู้อายุมากกว่าอย่าง 'ยูกิโนะ' ในสวนญี่ปุ่นท่ามกลางวันฝนพรำ หลังจากนั้นพวกเขาก็พบกันอีกหลายครั้ง แต่ก็เฉพาะในวันที่ฝนตก จนก่อเกิดเป็นความสัมพันธ์ที่เปิดใจซึ่งกันและกัน ...(โอย แค่นี้น้ำตาข้าพเจ้าก็ไหลแล้ว...)

ทาคาโอะ ให้เสียงพากย์โดย Miyu Irino (ผู้พากย์ Saji Crossroad จาก Mobile Suit Gundam 00)
และ ยูกิโนะ ให้เสียงพากย์โดย Kana Hanazawa (น้องงูจาก Bakemonogatari, คุโระเนโกะจาก Oreimo)

และรายชื่อ Staff อื่นๆ ดังนี้...
Director: Makoto Shinkai
Animation Director/Character Design: Kenichi Tuchiya
Art Director: Hiroshi Takiguchi
Music: KASHIWA Daisuke

Ending Theme Song "Rain"
Written& Composed by Senri Oe
Peformed by Motohiro Hata


โดยภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเริ่มฉายแบบ Road Show ในวันที่ 31 พฤษภาคม ศกนี้ ที่ประเทศญี่ปุ่น (ซึ่งบ้านเราก็เข้าหน้าฝนพอดี)

เรื่องนี้ผมคาดหวังไว้สูงมาก เพราะเรื่องล่าสุดของอ.ชินไค 'Children Who Chase Lost Voices' เหมือนสเกลมันใหญ่เกินไป ไม่เหมือนกับสมัยที่ผมดูตอน She and Her Cat, Voices of a Distant Star, The Place Promised in Our Early Days หรือ 5 Centimeters Per Second ที่รู้สึกว่าหมัดเด็ดของอ.ชินไค คือเรื่องของความรักและความเหงาระดับทิ่มขั้วหัวใจให้กระอักเลือดตายได้.... ก็หวังว่าเราจะมาร่วมกันเหงากับเรื่องใหม่เรื่องนี้ของแกกันอีกนะครับ

/me เตรียมทิชชู่มาสองโหล


ข้อมูลจาก: http://www.youtube.com/watch?v=udDIkl6z8X0

โตขึ้นหนูจะเป็นเมืองจักรยาน


หลังจากงาน a day BIKE FEST 2012 เมื่อวันที่ 22-25 พฤศจิกายน ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ...มันทำให้ผมเห็นอะไรบางอย่าง แม้ว่าจะเป็นเพียงภาพประชากรส่วนหนึ่งที่หลงรักการปั่นจนเข้าน่อง หรือว่าเพิ่งจะจดๆ จ้องๆ เริ่มสนใจในจักรยาน ไม่ใช่คนในเมืองใหญ่นี้ทั้งหมด ...แต่ดูจากจำนวนผู้เข้าร่วมงานและสนใจ ผมขอบอกเลยว่า 'มีความหวังขึ้นอีกเยอะ


กับการที่ทางกรุงเทพมหานครตั้งเป้าไว้ว่า อันตัวฉันจะเป็นเมืองจักรยาน ซึ่งเป็นคำประกาศที่ฟังดูมั่นใจมาก มากจนถึงขั้นเป็น Mission Impossible เลยก็ว่าได้ เพราะถ้าคิดเป็นจำนวน % ประชากรต่อหัวทั้งหมด คนที่ชอบหรือใช้จักรยานในการเดินทางเป็นประจำก็ถือว่ายังน้อย ...น้อยมาก ถ้าเทียบกับรถที่ติดกันระเบิดระเบ้อบนถนนใหญ่


แต่หลังจากเห็นคนที่มาร่วมงานใน Bike Fest 2012
ผมก็พบว่ามันน่าจะมีทางเป็นไปได้แน่นอน...


เรียกว่ามีความหวังเรืองรองเลยก็ว่าได้ ซึ่งไอ้ความรู้สึกที่ว่า 'เป็นไปได้ยาก' มันยังคงมีอยู่ อคติหลายอย่างก็ยังคงมี แต่มันก็เริ่มจางลงไป เพราะอย่างน้อยไอ้คำที่ว่า 'ไม่มีทางเป็นไปได้' ก็เริ่มถูกทำลายลงไปแล้ว ณ จุดนี้...

ก็เหมือนกับการหว่านเมล็ด ก่อนหน้าจะมี Bike Fest 2012 ...ก็ได้มีคนหว่านเมล็ดไว้เยอะแล้ว ไม่ว่าจะ Thaimtb.com หรือชุมชนจักรยานอื่นๆ ทั้งจักรยานโบราณ จักรยานเสือหมอบ จักรยานทัวร์ริ่ง และอีกสารพัดชุมชนคนปั่นจักรยาน ทั้งที่ปั่นกันในเมืองและหาเรื่องออกตะลุยถิ่นทุรกันดาร ทั้งที่นัดพบกันอินเตอร์เนตหรือว่านัดเจอกันที่วัดข้างหมู่บ้าน


เมล็ดพันธุ์ทั้งหมดได้ถูกหว่านไว้นานแล้ว ที่เหลือมันก็แค่เริ่มแพร่กระจาย งอกเงย จากนั้นก็รวมกลุ่มก้อนกัน และเริ่มจัดการสร้างระบบนิเวศน์ใหม่ด้วยตัวของมันเอง...

ปัญหาทั้งหลายในจุดเริ่มต้นของการปั่นจักรยานในเมืองใหญ่นั้นย่อมมีอยู่ ที่โคตรจะ Basic เหมือนหลักสูตร A B C เลยก็คือ เรื่องเส้นทาง, ความปลอดภัย และ การลักขโมย ซึ่งประเทศเราจะต่างกับประเทศอื่นหน่อย ตรงที่จักรยานมาก่อนทางจักรยาน (แปลกเนอะ) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าไม่ออกมาขี่ให้เห็นกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหรือจะยอมเปลี่ยนแปลง (พูดตามสภาพการณ์จริง การนั่งรอให้เขาสร้่างทางก่อน แล้วเราค่อยออกมาปั่น มันเป็นเพียงความฝันสำหรับบ้านนี้เมืองนี้) แต่เมื่อชุดระบบความคิดใหม่เริ่มแพร่กระจายขึ้นด้วยการเปลี่ยนที่ตัวเอง หลายคนจะเริ่มเปลี่ยนความคิด เมื่อพบว่าการปั่นจักรยานสามารถทำได้จริงบนถนน และก็มียอดคนตายน้อยกว่าการซ้อนมอเตอร์ไซค์แล้วโดนรถชน

อคติจะเริ่มเจือจางลง คนจะหันมาใช้เยอะขึ้น และเมื่อมีคนใช้เยอะขึ้น จักรยานก็อาจหายมากขึ้น จากนั้นความปลอดภัยก็จะเริ่มถูกใส่ใจอย่างจริงจังตามมา และเมื่อจักรยานเยอะขึ้นจนถึงระดับที่ทุกครัวเรือนก็มีใช้ ที่ว่าจะเป็นเมืองจักรยานอะไรนั่นก็จะไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป เพราะจักรยานเป็นยานพาหนะที่เกือบทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ไม่ต้องดาวน์ ไม่ต้องผ่อน ไม่ต้องเข้าไฟแนนซ์ เพราะคนที่มีเงินเก็บแค่หลักพันต้นๆ ก็สามารถมีจักรยานเป็นของตัวเองได้แล้ว

ซึ่งผมจะไม่พูดถึงเรื่องสุขภาพ ความประหยัด ความสะดวกอะไร...
เพราะอันนี้ใครๆ เค้าก็พูดไปแล้ว ขี้เกียจจะมาสะกดจิตกันซ้ำสอง (ฮา)

แต่ที่ยากที่สุดก่อนที่จะเจอปัญหาพวกนั้นมันคือการเปลี่ยน ถามว่าเปลี่ยนที่ไหน? ภาครัฐ? กรุงเทพมหานคร? ผู้ว่าฯ? กรมโยธาผังเมือง? หรือ กรมการขนส่ง? ...ไม่ใช่หรอก ที่มันจะเปลี่ยนยากที่สุด ก็ตรงที่เราต้องเปลี่ยนความคิดตัวเองนี่แหละ...

เพราะก่อนหน้านี้ผมกลัว กลัวการขี่จักรยานในกรุงเทพมาก เรียกว่ากลัวจนอุจาระขึ้นสมอง ผมกลัวจะโดนรถทับตาย แต่ผมก็ลองซื้อจักรยานมาใช้คันหนึ่ง เพราะอยากออกกำลังและลองทดสอบการลดค่าใช้จ่าย (เรียกว่าซื้อเพราะความงกล้วนๆ - ฮา) มันเป็นจักรยานญี่ปุ่นสีบลอนซ์ ธรรมดาๆ ราคาไม่แพง และผมก็ลองปั่นไปทำงานทุกวันมาตลอด 1 เดือน ก็มีเหตุการณ์เสี่ยงภัยพอให้เสียวลำไส้เล็กกันไปบ้าง แต่ก็ยังไม่ตาย และค้นพบว่าการซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไปทำงานทุกวัน เสี่ยงตายกว่าปั่นจักรยานไปเองในอัตราต่อรองกับยมบาลที่ 7 ต่อ 3

ทุกอย่างกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี...
เมล็ดพันธุ์ด้านดีๆ เกี่ยวกับจักรยานผุดขึ้นเต็มหัวไปหมด (ผมถึงกับกำลังเตรียมตัวจะเสนอเนื้อเรื่องและตัวละคร ที่ตัวเองคิดและวาดให้สำนักพิมพ์ เพื่อขอเขียนการ์ตูนซีรีย์เกี่ยวกับจักรยานกันเลยทีเดียว) แต่เมล็ดพันธุ์ที่ว่านั้นก็ยังไม่ทันท่าจะได้หยั่งรากลึก...

...1 เดือนให้หลัง จักรยานผมถูกขโมย ตรงสถานี BTS เอกมัย ผมล็อครถไว้กับเสาแต่ก็โดนคีมมาตัด ตำรวจเองก็ช่วยอะไรไม่ได้ ถามใครแถวนั้นเค้าก็ไม่เห็น กล้องของสถานี BTS ก็ถ่ายไม่ติด ...นี่กูโดนโจรหรือมนุษย์ล่องหนฉกรถไปก็ไม่ทราบ? ดังนั้นที่ทำได้ก็คือดิ้นรนค้นหาหนทางเอาจักรยานตัวเองคืน เท่าที่คนๆ หนึ่งจะพึงทำ แต่สุดท้ายผมก็ได้แต่ทำใจ

เมล็ดพันธุ์แห่งอคติก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง...
แต่เมื่อมาคิดดูดีๆ อีกที ถึงโจรมันผิดก็จริง
แต่ผมก็พลาดด้วยเพราะประมาทและชะล่าใจเอง 

ถึงตอนนี้ยังทำใจไม่ได้ แต่อนาคตมันเป็นสิ่งไม่แน่นอน ซึ่งถ้าผมหายช้ำใจแล้ว รอบหน้าฟ้าใหม่ก็คงจะไม่ประมาท ดังนั้นอย่างน้อยของที่หายไปมันก็ไม่ได้หายไปสูญเปล่า มันเป็นเพียงคาบเรียนวิชาการรักษาของและความไม่ชะล่าใจ 101 ...ที่มีค่าลงทะเบียนเรียนเป็นจักรยาน 1 คันถ้วน

เมื่อคิดได้แบบนั้น ก็พบว่ายังไม่ควรจะถึงกับสูญสิ้นความหวังที่มีต่อจักรยาน เพราะเมื่อมาคิดดู รถราทุกชนิดบนโลกมีสิทธิ์โดนขโมยได้เท่าๆ กัน ถ้าโจรจัญไรมันคิดจะเอาไป ดังนั้นถ้าแค่จักรยานหาย แล้วถึงกับท้อแท้หมดอาลัย แล้วเลิกคิดที่จะขี่จักรยานไป ก็ดูจะเป็นการทำลายความหวังในชีวิตตัวเองกันเกินไปหน่อยล่ะมั้ง?

ซึ่งตอนนี้ผมก็ยังคงติดตามและเฝ้ารอดูต่อไป...
ว่าน้องกรุงเทพแกจะโตขึ้นเป็นเมืองจักรยานที่ดีได้หรือไม่?
จะเป็นมิตรกับคนใช้จักรยานแบบรุ่นพี่ อัมสเตอร์ดัม, โคเปนเฮเกน หรือ โบโกตา ได้รึเปล่า?
แต่ที่แน่ๆ และเน้นๆ เอาเท่าที่มองตอนนี้ ผมว่าแกเป็นเด็กที่เริ่มจะมีอนาคตที่สดใส
ที่เหลือก็แค่อยากให้ผู้ใหญ่ ใจดี สปอร์ต กทม. ช่วยสนับสนุนอีกนิดหน่อยก็พอ...

ในวันที่ข้าพเจ้าได้อ่านการ์ตูนเล่มนี้...



ถึงจะช้าไปหน่อย แต่ผมก็เพิ่งมีโอกาสได้อ่านการ์ตูนเรื่อง...

'ในวันที่ข้าพเจ้าเขียน Black Jack'ブラック・ジャック 創作秘話 ~手塚治虫の仕事場から~

cover

การ์ตูนเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากบทสัมภาษณ์ ของผู้ที่เคยเกี่ยวข้องและทำงานร่วมกับนักวาดในตำนาน อ.เทะซึกะ โอะซะมุ (ผู้วาด เจ้าหนูปรมาณู, แบล็กแจ็ก หมอปีศาจ, ฮิโนโทริ วิหคเพลิง ฯลฯ ) ว่าในช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่และวาดการ์ตูนนั้น อาจารย์ต้องใช้ความพยายามและพลังงานสูงมากขนาดไหน มีรูปแบบในการดำเนินชีวิตแบบใด จึงสามารถรังสรรค์ผลงานออกมาจนกลายเป็นบุคคลที่ถูกเรียกว่า ‘ตำนานของวงการการ์ตูนญี่ปุ่น’ ได้  

ชีวิตประจำวันของนางสาวเอกมัย



สวัสดีครับ...ภูภู่ฯ เองครับ 
วันนี้มีเรื่องจะมาเล่าเกี่ยวกับ 'ถนนเอกมัย' ครับ... ถนนเอกมัย เป็นถนนเส้นหนึ่งในกรุงเทพฯ หรืออีกชื่อคือ 'ถนนสุขุมวิท 63' ซึ่งตั้งอยู่ในเขตวัฒนา หากถามว่าทำไมอยู่ๆ ถึงมาพูดถึงถนนเส้นนี้ นั่นก็เพราะวันหนึ่งๆ ผมอยู่บนถนนเส้นนี้เกือบ 24 ชั่วโมงเลยครับ นับตั้งแต่ผมมาทำงานที่กรุงเทพเมื่อธันวาคมปีที่แล้ว ผมก็กินนอนอยู่บนถนนเส้นนี้ตั้งแต่ตอนนั้นเลย เพราะบริษัท a book ที่ทำก็อยู่ตรงเอกมัยซอย 10 ส่วนคอนโดที่ผมเช่าอยู่ก็อยู่ซอย 30 ...สรุปคือร้อยละ 80% ตั้งแต่ผมมาอยู่กรุงเทพ ผมก็อยู่แต่บนถนนเส้นนี้เลยล่ะครับ

อย่างที่เคยบอกไป ผมพบว่าถนนของกรุงเทพแต่ละเส้นมีลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนกัน เพราะเมื่อก่อนผมเคยพักอาศัยอยู่บนถนนสุขุมวิท 71 (ปรีดี พนมยงค์) หรือที่ปากซอยเค้าเรียกว่า 'พระโขนง' นั่นแหละครับ ตอนนั้น ผมเคยเขียนลงหนังสือ 'เรียกผมว่า ROOKIE!' ไปแล้วว่าถนนแต่ละเส้น ทั้งๆ ที่ห่างกันไม่กี่เมตร ทำไมอารมณ์มันต่างกันขนาดนี้ก็ไม่รู้?? เพราะสุขุมวิท 71 มีแต่ร้านคาราโอเกะครับ แต่ที่เอกมัยไม่มีเลยซักร้าน! ทั้งๆ ที่ซอยติดกันนิดเดียว
กรุงเทพเป็นเมืองที่แปลกอย่างตรงเนี้ย...  

วันนี้ก็เลยจะมาเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ 'นางสาวเอกมัย' ครับ....โดยสมมุติว่าถ้าท้องถนนกรุงเทพกลายเป็นคน เค้าจะเป็นคนยังไงน้อ? ...ที่เลือกเอาเอกมัยมาเล่า ก็เพราะผมอยู่กับมันมาตลอด ก็เลยสังเกตพฤติกรรมของถนนเส้นนี้ได้เยอะเลยทีเดียวครับ
เริ่มจาก...วันอาทิตย์ ของ นาวสาวเอกมัย 
Ekkamai01

SimSimi [VS] Siri


เมื่อสองแอพพลิเคชั่นสุดฮิต 'ไก่เกรียน SimSimi' ต้องมาปะทะคารมณ์กับ 'คุณหนูผู้ดี Siri'
...ผลจะเป็นเช่นไร...โปรดติดตาม

SimSimi VS Siri

เล่ห์รัก RAM สวาท



ก่อนอื่นคงต้องขอเท้าความก่อนว่า....เรื่องทั้งหมดในนี้มันเกิดมาจาก Status ของผมใน facebook เมื่อคืน
สเตตัสเดียวล้วนๆเลย...

RAM-SWAD-fb-status

(คลิกที่รูปเพื่ออ่านคอมเมนต์ทั้งหมดได้)
...
ใช้แล้วครับ ตอนนี้กำลังปันใจให้กับ Chrome Browsers...
ที่นี้ถ้าอ่านแล้วยังไม่เห็นภาพพอ ก็เชิญมาดูภาพเลยแล้วกันนะครับ
RAM-SWAD_01.jpg

สารพัดอาชีพในช่วงน้ำท่วม



ก่อนอื่นเลย...ขอเล่าอะไรหน่อย หลายวันมานี้ผมเครียดหน่อยๆ สาเหตุก็มาจากในโลก Social network นี่แหละ ที่บางเรื่องบางโพสนี่ช่างทำผมปวดตับเสียเหลือเกิน โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤติมวลน้ำประชิดกรุงแบบนี้ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ผมเครียดหนักไปใหญ่ แต่ตัวผมก็อาจยังนับว่าไม่เท่าไหร่หรอกครับ เพราะว่าไม่ได้รับผลกระทบอะไร (นอกจากจะปวดตับปวดตากับสงครามประสาท ที่เพื่อนๆเล่นกันสนุกสนานบน facebook) ...แต่คนในพื้นที่ๆได้รับผลกระทบนี่ คงจะเครียดมากกว่าระดับปกติอีกเป็นร้อยๆเท่าเลยล่ะ
ซึ่งก็ยังดีที่มีเรื่องให้รู้สึกดีอยู่บ้าง ขอบคุณเพื่อนๆหลายคนในโลก Social ที่ไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย หรือมองกันในเรื่องการเมืองแบบ Hardcore แต่เพียงอย่างเดียวล่ะนะครับ อย่างเมื่อวานได้แชร์ภาพนี้มา...แบบว่าเข้าท่ามาก เห็นแล้วก็รู้สึกดีขึ้นเยอะเลยทีเดียว

monk
ภาพโดย : Mats Johansson (Royal Thailand Monarki Sweden)

ครับ ใช่ครับ...พระ (Monk) แถมไม่ใช่ Monk ธรรมดา แต่เป็น Monk สาย Str+Vit   emo02
สังเกตดูจากกล้ามเนื้ออันเมทัลของหลวงพี่แล้ว เดาว่าถ้าเป็นในเกม สเตตัสของหลวงพี่จะต้องประมาณนี้แน่นอน...
Str: 90+28
Agi: 1+22
Vit: 82+18
Int: 18+24
Dex : 65+40
Luk : 1+4
+9 Robe
+9 Triple Critical Shovel
monk-ro

แชร์แชร์แชร์แชร์แชร์


V2-01v2-02v2-03v2-04
แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์
แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์
แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ (´・A・`)แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์
แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์
แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์ แชร์

มารยาทการใช้เฟซบุ๊คเบื้องต้น : บทที่ ๑


เนื้อหาทั้งหมดจัดทำขึ้นเพื่อเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับบุคลที่มีอยู่จริง...
(โปรดอ่านอีกครั้งหนึ่ง)
เนื้อหาทั้งหมดจัดทำขึ้นเพื่อเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับบุคลที่มีอยู่จริง...

บทที่ ๑.๑ : บ้านของเรา
เพื่อนบ้านที่ดี 01

บ้านนอกเข้ากรุง#2 : สยามฯ


ต่อจากภาคที่แล้ว บ้านนอกเข้ากรุง#1 : หอศิลป์ ที่หายหน้าตากันไปเสียนานครับ ....ใจจริงอยากให้จบวันนี้ตอนนี้เลย แต่พอมาไล่บทดูแล้ว เหลือของงาน a book fair แถมเรื่อง TCDC อีก กับงาน Capsule Event 12.999 : Lucky Number ที่โรงพยาบาลเซ็นหลุยส์เมื่อวันที่ 7 สิงหาฯด้วย....แล้วก็ต่อด้วยเหตุการณ์สักการะบูชาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ Central World อี๊กกก!!! (เฮ้ย! เอ็งไปกรุงเทพแค่สามวันเองนะ!! ได้เรื่องมาเขียนขนาดนี้ ถ้าเอ็งไปแคนาดาหรือทังกัสก้า เอ็งคงได้มีหนังสือไตรภาคแน่)
....ก็ได้แต่แอบหวังว่าจะตามติดกันต่อนะขอรับ ;-)

Bangkok102-01

[Review] ตั้งค่า facebook แบบใหม่ (ที่พวกแท็กโฆษณาต้องปวดตับ)


หลังจากเมื่อวาน (26) ที่ผ่านมา facebook ได้อัพเกรดระบบ Sharing รูปแบบใหม่เป็นที่เรียบร้อย ผมก็ได้ทดสอบดูแล้วในบางส่วน(ที่ผมจำเป็นต้องใช้) ก็พบว่าได้ผลดี ไม่มีปัญหาอะไร อาทิเช่น ระบบ "แท็กตูนี่...ถามตูรึยัง?" หรือระบบ "ทำอะไร! อยู่ที่ไหน!! อยู่กับใคร!!!" และ ฯ อีกหลายประการ (ที่ผมตั้งชื่อเองมั่วซั่ว) ...ซึ่งหลายๆอย่างมีอยู่ในการตั้งค่าแบบดั้งเดิม แค่ระบบใหม่นี้เพิ่มเติมเข้ามาให้ผู้ใช้ปรับได้ง่ายขึ้นตามสถานการณ์ ว่าแล้วก็ลองไปดูได้เลยครับ
"แท็กตูนี่...ถามตูรึยัง?"

การเมืองไทยลายเส้นญี่ปุ่น #3 : Seijimonogatari


ใครไม่รู้ว่าภาพนี้ล้ออะไร...เชิญแวะตรงนี้ก่อนเลย ก่อนที่จะมางงว่าผมเล่นมุขสัปดี้สัปดนใต้กระโปรงอะไร
ภาพชุดนี้ล้ออนิเมะเรื่อง Bakemonogatari (化物語) เป็นอนิเมะโคตรแนวที่โด่งดังมากเมื่อสองปีที่แล้ว เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับภูติ ผี ปีศาจ และเรื่องลึกลับ...นางเอก(มั้ง)ชื่อว่า เซนโจวกาฮาระ ฮิตากิ เป็นหญิงสาวผู้มีน้ำหนักเพียง 5 กิโลกรัม เพราะเธอถูกโอโมชิคานิ(ปูหนัก)ช่วงชิงน้ำหนักของเธอไป ....ซึ่งมุขภาพล้อนี้มันเกี่ยวตรงนี้ เนื่องด้วยตัวเอกแต่ละคนจะมีเรื่องลึกลับที่เกี่ยวกับสัตว์ประจำตัว มีทั้งแมว งู หอยทาก ลิง และปู ...กลุ่มแฟนๆอนิเมะเรื่องนี้ก็มักจะเรียกชื่อเล่นกันสั้นๆ อาทิ น้องแมว น้องงู น้องหอย น้องลิง และน้องปู...เอ้อ! ก็แค่นี้แหละ!! สรุปภาพนี้เป็นมุขพ้องชื่อ "น้องปู" มันเก็ตกันเฉพาะวงในคนที่ดูแล้ว ใครไม่เก็ตก็ไม่แปลก! (ฮา) ส่วนที่ว่าทำไมต้องเปิดกระโปรงแล้วเทของลงมา คือภาพนี้มันไปล้อภาพประกอบประจำตัวของน้องปู นั่นเอง... [ภาพประกอบ]
เอ้อ แล้วก็เปลี่ยนชื่อจาก Bakemonogatari ที่แปลว่าเป็น "ตำนานภูตผีปีศาจ" กลายเป็น Seijimonogatari ที่แปลว่า ...政治 = การเมือง 物語 = เรื่องเล่า,ตำนาน [ถ้าใช้คำผิด บอกได้เน้อ ผมก็เปิดดิคเอา] ...ซึ่งถ้าสนใจตัวอนิเมะต้นฉบับ จะไปหาดูกันต่อ ก็ลองไปอ่านเรื่องย่อดูที่นี่ก็ได้ [ Link ]



政治物語 (Seijimonogatari)

การเมืองไทยลายเส้นญี่ปุ่น #2 : โมบิลสูท เกรียนดั้ม



หลังจากภาคแรก "ไม่มีทางที่น้องสาวจะยื่นนิรโทษกรรมให้ผมแบบนี้"  ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามและงามหน้า ภาคสองก็ขอตามมาติดๆ รอบนี้ขอเล่นกันเก่าซักนิด กับ "โมบิลสูท เกรียนดั้ม" ที่มาที่ไปจะลงไว้อยู่ด้านท้ายบทความ แต่เอาเป็นว่าตอนนี้มาดูรูปกันก่อนดีกว่า (ซึ่งถ้าไม่ตามข่าวการเมืองและไม่รู้จักกันดั้มภาคแรก ...ก็รับรองว่าคงจะไม่เก็ตแน่นอน) ข้อมูล โมบิลสูทกันดั้ม : Wikipedia ]

เริ่มด้วยโปสเตอร์ก่อนเลย (คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
ตัวละครไหน ใครเป็นใคร ถ้าติดตามข่าวการเมือง ก็จะทราบกันเป็นอย่างดี (ยกเว้นพี่ไบรท์ที่หน้าไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่แฮะ)




ต่อกันด้วยฉากคลาสสิคประจำเรื่อง...

บ้านนอกเข้ากรุง#1 : หอศิลป์

ผมเป็นคนเชียงใหม่ที่เข้ากรุงเทพบ่อย...แต่ไม่ว่ากี่ครั้งที่เข้ากรุงเทพ ผมก็มักมีเรื่องมาเขียนมาวาดเล่นเสมอ (ถึงขั้นออกหนังสือเกี่ยวกับกรุงเทพล้วนๆมาแล้วทั้งเล่ม) ดังนั้นไม่ว่าผมจะไปพักแค่ไม่กี่วัน หรือจะไปอยู่กันนานหลายเดือน ผมก็มักเจอเหตุการณ์แปลกๆอยู่ตลอดเวลา!!! ...ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวเมืองกรุงเทพเองที่แปลก หรือตัวไอ้บ้านนอกอย่างผมกันแน่ที่มันแปลกประหลาดสำหรับเมืองนี้!??
ยอมรับว่าการไป 'หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร' ของผมในรอบนี้เจอเรื่องน่าขัดข้องใจหลายอย่าง....โดยเฉพาะไอ้แว่น คือ ผมกำลังดูงานอยู่ๆดี มันเสือกจะมาไล่ที่เพื่อขอถ่ายรูปเก๊กว่าตูข้ากำลังดูงานศิลป์ คือมันจะเอาไปทำพรีเซนต์เทชั่นหรือยังไงก็ไม่ทราบ ผมก็ไม่เข้าใจมันว่ะ...แต่สรุปแล้วก็ถือว่าอิ่มนะครับรอบนี้ ไปสามวัน ตระเวนทั่วเลย คุ้มมากๆ เรียกว่าได้เปิดหูเปิดตา เติมเชื้อไฟในการสร้างสรรค์ที่กำลังจะมอดดับพอดี! ....คาดว่าการ์ตูนชุดนี้จะมี 3 ตอนนะ ดังนั้นก็รบกวนโปรดติดตามตอนต่อไปด้วยนะครับ :mrgreen:

- Creative Commons Attribution-NonCommercial 4.0 International License. -
©© เรียกผมว่าภูภู่ฯ | phuphuphuphuphu.com
- Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -